แชร์

โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

5534 ผู้เข้าชม
 โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง

โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง คือภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในตัวเราอย่างแนบเนียน กว่าจะรู้ตัว ก็มักสายเกินแก้ หลายคนไม่ทันสังเกตอาการเล็กน้อยที่ร่างกายพยายามเตือน จนกระทั่งเกิดภาวะฉุกเฉินที่อาจเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง สัญญาณเตือน ไปจนถึงแนวทางดูแลตนเองอย่างถูกวิธี เพื่อให้คุณสามารถป้องกันได้ก่อนจะสายเกินไป

โรคหลอดเลือดหัวใจและสมองคืออะไร

โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง (Cardiovascular Disease, CVD) คือ กลุ่มของโรคที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด โดยเฉพาะที่หลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง เช่น หลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ซึ่งล้วนส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิต กลุ่มโรคที่พบได้บ่อย ได้แก่: โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease), กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Heart Attack), โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke ซึ่งแบ่งเป็นหลอดเลือดตีบ/อุดตัน (Ischemic Stroke) และหลอดเลือดแตก (Hemorrhagic Stroke)

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักคือ ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และปัจจัยที่ควบคุมได้
  • ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น
    • อายุ: ความเสี่ยงเพิ่มตามอายุ เช่น ผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงมากขึ้นกว่าวัยกลางคนและวัยทำงาน
    • เพศ: ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิงในช่วงก่อนหมดประจำเดือน แต่หลังจากที่ผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับผู้ชาย
    • พันธุกรรม: คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองมักมีความเสี่ยงสูงกว่า
  • ปัจจัยที่ควบคุมได้ เช่น
    • ความดันโลหิตสูง: เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบและเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตกจากความดันที่สูงเพิ่มขึ้น
    • ไขมันในเลือดสูง: คอเลสเตอรอลสะสมในผนังหลอดเลือด ก่อให้เกิดการตีบตัน
    • เบาหวาน: ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเรื้อรัง จะทำให้เกิดการเสื่อมของหลอดเลือดเร็วมากขึ้น ทำให้หลอดเลือดเปราะและแตกง่ายขึ้น
    • การสูบบุหรี่: นิโคตินทำลายเยื่อบุหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือด
    • น้ำหนักเกิน/โรคอ้วน: ส่งผลต่อความดัน ระดับไขมัน และภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง

ปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง มีบทบาทสำคัญในการเร่งให้เกิดความเสื่อมของผนังหลอดเลือด รวมถึงเกิดการสะสมของไขมันและแคลเซียม (Plaque) ที่ผนังหลอดเลือด นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดตีบแคบ หรือในบางกรณีอาจทำให้หลอดเลือดเปราะและแตก โดยเฉพาะหลอดเลือดสมองซึ่งมีความเปราะบางและไวต่อแรงดันสูงเพิ่มขึ้น

เส้นเลือดในสมองแตกเกิดจากอะไร

ภาวะเส้นเลือดในสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) เป็นหนึ่งในประเภทของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากการฉีกขาดของหลอดเลือดภายในสมอง ซึ่งส่งผลให้เลือดรั่วออกและทำลายเนื้อเยื่อสมองโดยรอบ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่:
  • ภาวะความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้
  • อาการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุที่ศีรษะ
  • เป็นโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
  • มีโปรตีนสะสมผิดปกติในผนังหลอดเลือด
  • การได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่มากเกินไป
  • ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) เกิดจากสมองมีเลือดไปเลี้ยงไม่พอเป็นระยะเวลาชั่วคราว ส่วนใหญ่มักจะมีอาการที่ดีขึ้นหลังผ่านไปสักระยะ

เส้นเลือดหัวใจตีบเกิดจากอะไร

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เกิดจากการที่หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจแข็งตัว หรือมีไขมัน (พลัค) สะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง เลือดไหลผ่านได้น้อยลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหากเกิดการอุดตันอย่างสมบูรณ์ ก็อาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

สัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง

การสังเกตอาการโรคหัวใจถือเป็นสิ่งสำคัญที่อาจช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ โดยเฉพาะในการเกิดโรคอย่างฉับพลัน โดยอาการที่พบบ่อย มีดังนี้

  • อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ
    • เจ็บแน่นหน้าอก 
    • ปวดเค้นหัวใจ อาจร้าวไปที่แขน ไหล่ซ้าย ขากรรไกร หรือหลัง
    • หายใจลำบาก ซีด คลื่นไส้อาเจียน
    • ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ
    • เหงื่อออกมากผิดปกติ
    • หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม และอาจหมดสติได้
  • อาการเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก สามารถสังเกตได้ด้วยหลักการ F.A.S.T.
    • F (Face): ใบหน้าเบี้ยว ปากตกครึ่งซีก
    • A (Arms): แขนขาอ่อนแรง เมื่อยกแขนขึ้นมาระดับอก พบว่า ยกไม่ขึ้นข้างใดข้างหนึ่ง
    • S (Speech): พูดไม่ชัด สับสน หรือไม่สามารถสื่อสารได้
    • T (Time): หากพบอาการเหล่านี้ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะภายใน 4.5 ชั่วโมงแรก และโทรสายด่วน 1669

การจำหลักการ F.A.S.T. จะช่วยให้จดจำอาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมองได้ง่ายขึ้น และช่วยในการประเมินเบื้องต้นเมื่อพบผู้มีอาการที่คล้ายกับเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก

วิธีการตรวจและวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง

วิธีตรวจโรคหัวใจด้วยตัวเองเบื้องต้นทำได้โดยการสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น อาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น อย่างไรก็ตาม การตรวจประเมินที่แม่นยำต้องอาศัยการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองสามารถตรวจวินิจฉัยได้หลายวิธี เช่น 
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG): เพื่อประเมินภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ
  • การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound): เพื่อประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจและการไหลเวียนของเลือด
  • การตรวจหลอดเลือดด้วยคอมพิวเตอร์ (CT Angiogram): เพื่อตรวจดูหลอดเลือดหัวใจโดยละเอียดและหาคราบหินปูนที่ผนังหลอดเลือด
  • การฉีดสีเข้าหลอดเลือด (Angiogram): เพื่อตรวจหาการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดหัวใจหรือสมองโดยตรง

การป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง

โรคหลอดเลือดหัวใจและสมองแม้ว่าจะดูอันตราย มีหลักฐานทางการแพทย์ชัดเจนว่า การรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวานโดยการปรับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการดูแลสุขภาพเป็นประจำ ดังนี้
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน: ลดไขมันอิ่มตัว น้ำตาล และโซเดียม เพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนคุณภาพดี เช่น ปลาและเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน 
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ หรือประมาณ 30 นาที/วัน อย่างน้อย 5 วัน/สัปดาห์ และควรเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับร่างกาย
  • งดสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์: ปัจจัยเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการเสื่อมของหลอดเลือด
  • ควบคุมความเครียดและนอนหลับให้เพียงพอ: ผู้ใหญ่ควรนอนหลับให้ได้ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน และมีกิจกรรมผ่อนคลายเพื่อดูแลสุขภาพจิต
  • ตรวจสุขภาพประจำปี: เพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงและเริ่มการรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น 

จากการศึกษาของ Yusuf และคณะ (INTERHEART study, The Lancet, 2004) พบว่า การปรับพฤติกรรมสุขภาพสามารถลดความเสี่ยงของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ถึง 90% ในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง ในส่วนของขั้นตอนการรักษาแพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาในรายที่พบความผิดปกติไม่มากและหายเองได้ หรือการผ่าตัดในรายที่พบความผิดปกติมาก รวมถึงการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน หรือการผ่าตัดบายพาสเพื่อแก้ปัญหาการอุดตันของหลอดเลือด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่ตรวจพบ

เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ควรทำอย่างไร

หากพบผู้มีอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ควรปฏิบัติดังนี้

  • โทรเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินทันที (1669) เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วที่สุด
  • ถ้าผู้ป่วยหมดสติและไม่หายใจ ให้ทำการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) โดยกดหน้าอก 30 ครั้ง สลับกับเป่าลมเข้าปอด 2 ครั้ง จนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง
  • จดบันทึกเวลาที่เริ่มมีอาการและอาการที่พบ เพื่อแจ้งแพทย์สำหรับการวินิจฉัยและรักษา
  • ไม่ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ เพื่อป้องกันการสำลักและภาวะแทรกซ้อน

การรู้จักสังเกตอาการและเข้าใจถึงโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง จะช่วยให้เราตระหนักถึงความเสี่ยงและสามารถป้องกันตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าลืมว่าการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา เริ่มต้นใส่ใจสุขภาพตั้งแต่วันนี้เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทฯ ในเครือ BGI Genomics ที่ก่อตั้งในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ได้รับมาตรฐาน ISO15189, ISO15190 และ ISO/IEC 27001:2022 จากสถาบันมาตรฐานอังกฤษ (BSI) ให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมที่ครอบคลุมในหลายด้าน ได้แก่การตรวจหายีนมะเร็งเพื่อหาตัวยาในการรักษาแบบเฉพาะบุคคล

  • การตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรมของทารกในครรภ์มารดา
  • การตรวจคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรมสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตร หรือมีบุตรยาก
  • การตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนก่อมะเร็ง เพื่อหาตัวยาในการรักษาแบบเฉพาะบุคคล
  • การตรวจคัดกรองความเสี่ยงยีนก่อโรคการเกิดมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมการตรวจวิเคราะห์กลุ่มโรคติดเชื้อ รวมถึงมะเร็งปากมดลูกและ COVID-19
  • การตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมเฉพาะบุคคลเพื่อวางแผนสุขภาพและชะลอวัย
ติดต่อเรา
โทร: 094 616 6878
อีเมล: marketing@bangkokgenomics.com
เว็บไซต์: https://www.bangkokgenomics.com
ที่อยู่: 3689 ถนนพระราม 4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กทม. 10110
เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ 8.30-17.30 น., เสาร์ 9.00-15.00 น.

บทความที่เกี่ยวข้อง
พาทัวซินโดรม (Patau Syndrome) คืออะไร? ภัยเงียบที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องรู้
เมื่อกล่าวถึงความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ "ดาวน์ซินโดรม" (Down Syndrome) มักเป็นกลุ่มอาการที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ อย่างไรก็ตาม ความผิดปกติทางโครโมโซมอาจก่อให้เกิดกลุ่มอาการอื่นๆ ที่แม้จะมีโอกาสน้อย
การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า: รักษา “ตรงจุด”
การพัฒนาทางการแพทย์ปัจจุบันได้นำมาซึ่งนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยหนึ่งในความก้าวหน้าที่สำคัญ
Alzheimer's Disease: Understanding the Leading Cause of Dementia and Its Impact
Learn about Alzheimer's disease, why you get Alzheimer's, how it affects daily life, treatment options, and the relationship between dementia and brain degeneration.
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy