แชร์

การตรวจเลือดทารกในครรภ์คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

1684 ผู้เข้าชม

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังวางแผนสร้างครอบครัวมักให้ความสำคัญกับการติดตามสุขภาพและพัฒนาการของทารกในครรภ์ การตรวจคัดกรองตามช่วงอายุครรภ์จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้ได้รับข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อความผิดปกติบางประการ โดยเฉพาะการประเมินสารพันธุกรรมของทารกจากตัวอย่างเลือดของมารดา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ไม่รุกล้ำและสามารถให้ข้อมูลประกอบการดูแลครรภ์ได้ในระยะเริ่มต้น ทั้งนี้ วิธีการตรวจแต่ละแบบมีข้อดี ข้อจำกัด และขอบเขตการประเมินที่แตกต่างกัน และจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจ

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์มีหลายรูปแบบในการประเมินความเสี่ยงต่อความผิดปกติของทารกในครรภ์ โดยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับวิธีตรวจคัดกรองและตรวจวินิจฉัย เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจความหมายของผลตรวจและการนำข้อมูลไปใช้ร่วมกับคำแนะนำของแพทย์ในการวางแผนดูแลการตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม

การตรวจในระหว่างตั้งครรภ์มีหลายรูปแบบ โดยแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ

  1. การตรวจคัดกรอง (Screening Tests) เช่น การตรวจเลือดมารดาเพื่อตรวจสารชีวเคมี หรือการตรวจสารพันธุกรรมของทารก ที่พบปะปนในเลือดของมารดา ซึ่งให้ผลเป็น ระดับความเสี่ยง ไม่ใช่การยืนยันโรค
  2. การตรวจวินิจฉัย (Diagnostic Tests) เช่น การเจาะน้ำคร่ำ หรือการตรวจเลือดจากสายสะดือทารก ซึ่งใช้ยืนยันความผิดปกติบางประการได้ แต่ก็มีข้อจำกัดและความเสี่ยงจากหัตถการที่ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล

ทั้งนี้ ไม่มีวิธีการตรวจใดสามารถรับรองสุขภาพของทารกได้อย่างสมบูรณ์ การเลือกตรวจควรพิจารณาจากปัจจัยเสี่ยงเฉพาะราย และควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อความเหมาะสมและปลอดภัยสูงสุดของทั้งมารดาและทารกในครรภ์

การตรวจหาความผิดปกติของทารกในครรภ์มีอะไรบ้าง

การตรวจสารพันธุกรรมเลือดทารกในครรภ์จากเลือดแม่ เป็นกระบวนการที่ใช้ตัวอย่างเลือดของมารดา หรือการตรวจวินิจฉัยที่ใช้ตัวอย่างจากทารก เช่น น้ำคร่ำหรือเลือดจากสายสะดือ เพื่อนำมาประเมินความเสี่ยงหรือค้นหาความผิดปกติบางประการ เช่น

  • ความผิดปกติของจำนวนโครโมโซม
  • โรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดภายในครอบครัว
  • การติดเชื้อบางชนิดในครรภ์ (ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางคลินิก)

การตรวจแต่ละชนิดมีวัตถุประสงค์ ขอบเขต และข้อจำกัดต่างกัน การนำผลตรวจไปใช้จำเป็นต้องประเมินร่วมกับข้อมูลทางคลินิกของมารดา ประวัติครอบครัว อายุครรภ์ และคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแล เพื่อวางแผนการดูแลการตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ การแปลผลและให้คำวินิจฉัยต้องอยู่ภายใต้ดุลพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ทำไมการประเมินทารกในครรภ์จึงมีความสำคัญ

การประเมินความเสี่ยงของทารกในครรภ์อาจแนะนำในกรณีต่อไปนี้

  • มีประวัติความผิดปกติทางพันธุกรรมในครอบครัว
  • มารดาอายุ 35 ปีขึ้นไป
  • เคยตั้งครรภ์ที่พบความผิดปกติมาก่อน
  • ผลอัลตราซาวด์พบความผิดปกติบางอย่าง

การตรวจไม่ใช่ข้อบังคับสำหรับทุกครรภ์ การพิจารณาเลือกใช้ควรขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์เป็นสำคัญ

กลุ่มดังกล่าวอาจมีโอกาสพบความผิดปกติบางชนิดมากกว่าปกติ ทั้งนี้ การตรวจแต่ละชนิดมีบทบาทต่างกัน เช่น "คัดกรอง หรือ Screening" เพื่อประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น และ "ตรวจวินิจฉัย หรือ Diagnosis" เพื่อยืนยันความผิดปกติ การเลือกตรวจต้องพิจารณาตามคำแนะนำของแพทย์เป็นสำคัญ

วิธีการประเมินความผิดปกติทารกในครรภ์

การตรวจประเมินความผิดปกติของทารกในครรภ์ มีทั้งหมด 3 วิธีหลัก ได้แก่

1. การเจาะเลือดจากสายสะดือ (Cordocentesis)

เป็นวิธีการวินิจฉัยที่ใช้เลือดของทารกโดยตรง มีข้อบ่งชี้เฉพาะ เช่น การติดเชื้อบางชนิด หรือการประเมินภาวะโลหิตจางรุนแรง วิธีนี้ต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางเนื่องจากมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ซึ่งรวมถึงโอกาสแท้งที่สูงกว่าวิธีตรวจอื่น การพิจารณาเลือกใช้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจทางการแพทย์เท่านั้น

2. การเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis)

เป็นการตรวจวินิจฉัยที่ใช้ตัวอย่างน้ำคร่ำ หรือเซลล์จากทารกที่อยู่ในน้ำคร่ำเพื่อตรวจโครโมโซมและโรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น การตรวจดาวน์ซินโดรม โรคเอ็ดเวิร์ดซินโดรม เป็นต้น การตรวจนี้ให้ข้อมูลที่ครอบคลุมและมีความแม่นยำ อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้ง การเลือกตรวจควรอยู่บนพื้นฐานทางคลินิกและคำแนะนำของแพทย์

3. การตรวจเลือดมารดา

การตรวจเลือดมารดาถือเป็นวิธีตรวจคัดกรองทารกในครรภ์เบื้องต้นที่มีความปลอดภัย เนื่องจากเป็นการเก็บตัวอย่างแบบไม่รุกล้ำ เมื่อเทียบกับการเจาะเลือดจากสายสะดือ หรือการเจาะน้ำคร่ำ โดยใช้ตัวอย่างเลือดจากมารดา นำมาวิเคราะห์สารพันธุกรรมจากทารกที่ปะปน ซึ่งการตรวจเลือดมารดาสามารถแบ่งได้ 2 แบบ คือ

Quadruple Test (Quad Test): เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น (Screening) ด้วยการวัดระดับสารชีวเคมี 4 ชนิดในเลือดมารดา ได้แก่ beta-hCG, AFP (Alpha-fetoprotein), uE3 (unconjugated oestriol) และ inhibin-A เพื่อตรวจหาความผิดปกติจากโครโมโซม 3 กลุ่มอาการสำคัญ

  • โรคดาวน์ซินโดรม
  • โรคเอ็ดเวิร์ดซินโดรม
  • ภาวะหลอดประสาทไม่ปิด

NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing): NIPT Test คือ การตรวจคัดกรองเบื้องต้น (Screening) ที่มีความแม่นยำ โดยใช้หลักการวิเคราะห์ชิ้นส่วน DNA ของทารกที่ปะปนอยู่ในกระแสเลือดของมารดา เป็นการตรวจ DNA ลูกในท้องที่มีความปลอดภัยเมื่อเทียบกับการเจาะน้ำคร่ำหรือการเจาะสายสะดือ และสามารถทราบผลตรวจได้อย่างรวดเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์ อีกทั้งยังตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ตั้งแต่ 10 สัปดาห์ และยังสามารถตรวจหาความผิดปกติจากโครโมโซมคู่หลัก โครโมโซมเพศ และโครโมโซมคู่อื่น ๆ ในร่างกาย (ตามแพ็คเกจที่เลือก)

ทั้งนี้ การตรวจเลือดมารดา เป็นเพียงการตรวจคัดกรองเท่านั้น ไม่ใช่การตรวจวินิจฉัย หากผลตรวจระบุว่า "ความเสี่ยงสูง" คุณแม่อาจต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัย เช่น การเจาะน้ำคร่ำ หรือการเจาะสายสะดือเพื่อยืนยันผลตรวจอีกครั้ง

ข้อสำคัญที่ควรทราบ

  • การตรวจทุกชนิดมีขอบเขต ความแม่นยำ และข้อจำกัดแตกต่างกัน
  • ผลตรวจคัดกรองต้องใช้ประกอบกับข้อมูลทางคลินิกและการประเมินของแพทย์
  • ไม่มีการตรวจใดสามารถยืนยันสุขภาพของทารกได้สมบูรณ์ 100%
  • การตีความผลควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ หรือแพทย์อายุรกรรมพันธุศาสตร์

ตรวจ NIPT กับ NIFTY

NIFTY (Non-Invasive Fetal TrisomY Test) เป็นชื่อผลิตภัณฑ์ชุดตรวจ NIPT ที่พัฒนาโดย BGI หนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีทางพันธุกรรมระดับโลก การตรวจ NIFTY ใช้เทคโนโลยี Next Generation Sequencing (NGS) ที่ทันสมัยในการวิเคราะห์สารพันธุกรรมของทารกจากเลือดมารดา เพื่อคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารก โดยสามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ขึ้นไป และเจาะเลือดแม่เพียง 10 มิลลิลิตรเท่านั้น

NIFTY มีแพ็กเกจการตรวจให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่แพ็กเกจพื้นฐานสำหรับการตรวจโครโมโซมหลัก 3 คู่รวมไปถึงโครโมโซมเพศ ไปจนถึง NIFTY Pro ที่เป็นแพ็กเกจขั้นสูงสุด หากถามว่า NIFTY Pro ตรวจอะไรบ้าง แพ็กเกจนี้สามารถตรวจโครโมโซมได้ครอบคลุมทั้ง 23 คู่ รวมถึงภาวะขาด-เกินของชิ้นส่วนโครโมโซมที่ส่งผลต่อพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและสติปัญญา

และ NIFTY ยังมีประสบการณ์จากการตรวจผู้ป่วยหลายล้านรายทั่วโลกมาช่วยในการวิเคราะห์ผลการตรวจ ทำให้มีความแม่นยำสูง โดยเฉพาะความแม่นยำในการตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรมมากกว่า 99% และสามารถทราบผลได้ภายใน 5-7 วัน นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดและได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ทำให้ผู้เข้ารับการตรวจมั่นใจในคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลตรวจ

สำหรับคุณแม่ที่สนใจเข้ารับการตรวจ NIFTY สามารถติดต่อ BKGI หรือสถานพยาบาลอื่น ๆ ที่ให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจ NIPT เอกชน หรือการตรวจ NIPT โรงพยาบาลต่าง ๆ ส่วนคุณแม่ที่ต้องการเข้ารับการตรวจ NIPT แบบเบิกได้ ควรตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาลหรือสิทธิประโยชน์ของตนก่อนเข้ารับการตรวจ และที่สำคัญ คุณแม่ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจเลือกใช้บริการ เพื่อรับการตรวจที่เหมาะสมกับตนที่สุด

สำหรับครอบครัวที่ต้องการความปลอดภัยและความแม่นยำในการตรวจคัดกรองความผิดปกติของทารกในครรภ์ การตรวจ NIFTY ก็ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมไม่น้อย เนื่องจากมีความแม่นยำสูง ปลอดภัยต่อมารดาและทารก และยังสามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ยังน้อย อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกวิธีการตรวจควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รับการดูแลที่ดีที่สุดและเตรียมพร้อมสำหรับการต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวอย่างมั่นใจ

บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทฯ ในเครือ BGI Genomics ที่ก่อตั้งในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ได้รับมาตรฐาน ISO15189, ISO15190 และ ISO/IEC 27001:2022 จากสถาบันมาตรฐานอังกฤษ (BSI) ให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมที่ครอบคลุมในหลายด้าน ได้แก่

  • การตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรมของทารกในครรภ์มารดา
  • การตรวจคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรมสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตร หรือมีบุตรยาก
  • การตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนก่อมะเร็ง เพื่อยาในการรักษาแบบเฉพาะบุคคล
  • การตรวจคัดกรองความเสี่ยงยีนก่อโรคการเกิดมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • การตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมเฉพาะบุคคลเพื่อวางแผนสุขภาพและชะลอวัย

ติดต่อเรา

โทร: 094 616 6878
อีเมล: marketing@bangkokgenomics.com
เว็บไซต์: https://www.bangkokgenomics.com
ที่อยู่: 3689 ถนนพระราม 4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กทม. 10110
เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ 8.30-17.30 น., เสาร์ 9.00-15.00 น.


บทความที่เกี่ยวข้อง
เปรียบเทียบการตรวจ NIPT กับ NIFTY ต่างกันอย่างไร
ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีการตรวจทารกในครรภ์ได้พัฒนาไปอย่างก้าวหน้า ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถเข้าถึงการตรวจสุขภาพที่มีความปลอดภัยและความแม่นยำสูง ที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้ทราบสุขภาพของทารกตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์
PRMD9270_Enhanced_NR
ลงนามความร่วมมือ MOA (Memorandum of Agreement) ด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระหว่างองค์กรของไทยและจีน โดยมี Professor Yingchi Zhang จากสถาบัน Haihe Laboratory of Cell Ecosystem นำทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านเซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดจากประเทศจีนสร้างความร่วมมือกับประเทศไทยในการพัฒนายาสำหรับรักษาโรคมะเร็ง
Alzheimer's Disease: Understanding the Leading Cause of Dementia and Its Impact
Learn about Alzheimer's disease, why you get Alzheimer's, how it affects daily life, treatment options, and the relationship between dementia and brain degeneration.
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy