ctDNA vs cfDNA ต่างกันอย่างไร สิ่งไหนที่เป็นอันตราย

ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว การวินิจฉัยโรคไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจร่างกายภายนอกหรือการตัดชิ้นเนื้อที่สร้างความเจ็บปวดอีกต่อไป เทคโนโลยี "Liquid Biopsy" หรือการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาสารพันธุกรรม ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยคัดกรอง วินิจฉัย และวางแผนรักษาโรคมะเร็ง โดยหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือการตรวจวิเคราะห์ชิ้นส่วนพันธุกรรมขนาดเล็กที่มีชื่อว่า cfDNA และ ctDNA
บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจว่า ระหว่าง ctDNA vs cfDNA ทั้งสองสิ่งนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และสารพันธุกรรมเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจยีนมะเร็งเพื่อค้นหาความผิดปกติได้อย่างไร
เข้าใจความหมายของ ctDNA vs cfDNA
เพื่อให้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง ctDNA vs cfDNA ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจความหมายของทั้งสองคำนี้
cfDNA คืออะไร?
cfDNA หรือ Cell-Free DNA คือ ชิ้นส่วนของสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) ที่หลุดออกมาอยู่ภายนอกเซลล์และล่องลอยอยู่อย่างอิสระในระบบไหลเวียนโลหิต รวมถึงของเหลวอื่น ๆ ในร่างกาย เช่น ปัสสาวะ หรือน้ำไขสันหลัง โดยตามธรรมชาติ ดีเอ็นเอของมนุษย์จะถูกเก็บรักษาไว้ภายในนิวเคลียสของเซลล์ แต่เมื่อเซลล์นั้น ๆ เสื่อมสภาพและตายลงตามวงจรชีวิตปกติ (Apoptosis) ผนังเซลล์จะสลายตัวและปล่อยชิ้นส่วนพันธุกรรมเหล่านี้ออกมาสู่กระแสเลือด จนเป็นที่มาของ cfDNA นั่นเอง
บทบาทของ cfDNA มีความสำคัญอย่างยิ่งในวงการแพทย์ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น การตรวจทารกในครรภ์ด้วย NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) เนื่องจากภายในร่างกายของสตรีตั้งครรภ์ จะมีชิ้นส่วนพันธุกรรมของทารก หรือ cffDNA (Cell-free fetal DNA) ที่ปะปนอยู่ในเลือดของมารดา ทำให้สามารถนำชิ้นส่วนพันธุกรรมมาใช้ในการตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมทารก และการตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง จากชิ้นส่วนพันธุกรรมที่มีการกลายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งชนิดนั้นโดยตรง
ctDNA คืออะไร?
ในขณะที่ cfDNA เป็นภาพรวมของพันธุกรรมอิสระทั้งหมด แต่สิ่งที่วงการมะเร็งวิทยาให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ ctDNA (Circulating Tumor DNA หรือ Cell-Free Tumor DNA) ซึ่งถือเป็น "ส่วนย่อย" ที่แฝงตัวอยู่ใน cfDNA แต่มีความสำคัญที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ctDNA คือ ชิ้นส่วนพันธุกรรมที่หลุดออกมาจากเซลล์มะเร็ง หรือเซลล์เนื้องอก (Tumor Cell) ซึ่งเกิดจากก้อนมะเร็งที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนเซลล์บางส่วนขาดเลือดและตายลง หรือมีเซลล์มะเร็งที่ยังมีชีวิตอยู่ ปล่อยชิ้นส่วนพันธุกรรมเข้าสู่กระแสเลือด โดยที่ ctDNA จะมีรหัสพันธุกรรมที่ผิดปกติ (Mutation) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมะเร็งชนิดนั้น ๆ ติดตัวมาด้วย ทำให้แพทย์สามารถใช้ชิ้นส่วนพันธุกรรมเหล่านี้ ในการตรวจหายีนกลายพันธุ์ในผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย การเลือกยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) และการติดตามผลการรักษาได้อย่างแม่นยำ
การตรวจ ctDNA สามารถตรวจหามะเร็งชนิดใดได้บ้าง
ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน การตรวจ ctDNA สามารถครอบคลุมการตรวจยีนมะเร็งในกลุ่มมะเร็งชนิดก้อน (Solid Tumor) ได้หลากหลายชนิด อาทิ
- มะเร็งปอด
- มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
- มะเร็งรังไข่
- มะเร็งเต้านม
- มะเร็งตับ
- มะเร็งตับอ่อน
- มะเร็งหลอดอาหาร
- มะเร็งกระเพาะอาหาร
- มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
ความแตกต่างระหว่าง ctDNA vs cfDNA
หากเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Cell-free DNA vs Circulating Tumor DNA จะสามารถสรุปความแตกต่างที่สำคัญได้ดังนี้
| cfDNA | ctDNA | |
| คำจำกัดความ | ดีเอ็นเออิสระทั้งหมดที่ลอยอยู่ในเลือด | ดีเอ็นเออิสระที่มาจากเซลล์มะเร็ง |
| แหล่งกำเนิด | มาจากเซลล์ปกติของร่างกายที่ตายตามธรรมชาติ | มาจากเซลล์มะเร็ง และเนื้องอก |
| ลักษณะทางพันธุกรรม | เหมือนดีเอ็นเอปกติของบุคคลนั้น | มีการกลายพันธุ์ (Mutation) จำเพาะต่อมะเร็งชนิดนั้น ๆ |
| ประโยชน์ทางการแพทย์ | ตรวจคัดกรองทารกในครรภ์ (NIPT) | ตรวจมะเร็ง ติดตามผลการรักษา ตรวจหาการดื้อยา และการเลือกยามุ่งเป้า |
บทบาทของ ctDNA และ cfDNA ในการวินิจฉัยและรักษามะเร็ง
การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่าง ctDNA vs cfDNA ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการแพทย์แม่นยำ (Personalized Medicine) ซึ่งเป็นการออกแบบการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายโดยเฉพาะ
1. การตรวจคัดกรองมะเร็งในระยะเริ่มต้น (Early Detection)
การตรวจหา Cell-free Tumor DNA ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะที่ก้อนเนื้อยังเล็กมากหรือยังไม่แสดงอาการ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการรักษาให้สูงขึ้น
2. การประเมินลักษณะทางพันธุกรรมเพื่อเลือกยามุ่งเป้า (Precision Medicine)
แพทย์สามารถนำข้อมูลจากการตรวจยีนมะเร็งผ่านทาง ctDNA มาวิเคราะห์เพื่อเลือกใช้ยามุ่งเป้าที่ออกฤทธิ์จัดการกับเซลล์มะเร็งที่มีการกลายพันธุ์นั้น ๆ โดยเฉพาะ ทำให้การรักษาโรคมะเร็งมีประสิทธิภาพมากขึ้นและช่วยลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษา
3. การติดตามผลการรักษาและประเมินโรคตกค้าง (MRD Monitoring)
การเปรียบเทียบปริมาณระหว่าง ctDNA vs cfDNA ในเลือดช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่าผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาที่ดำเนินการไปหรือไม่
- หากปริมาณ ctDNA ลดลงหรือหายไปหลังการผ่าตัดหรือรับยาเคมีบำบัด แสดงว่าการรักษาได้ผลดี
- หากยังตรวจพบ ctDNA หลงเหลืออยู่หลังการรักษา แสดงว่าอาจมีเซลล์มะเร็งอื่น ๆ ที่แฝงอยู่ในร่างกาย ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำของโรคมะเร็ง ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่ได้ทันท่วงที
การทำความเข้าใจความแตกต่างของ ctDNA vs cfDNA ช่วยให้เราตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ ที่เปลี่ยนจากการรักษาแบบดั้งเดิมมาสู่การแพทย์เฉพาะบุคคลที่มีความแม่นยำและจำเพาะเจาะจง และการใช้ประโยชน์จากสารพันธุกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยในการตรวจหามะเร็งได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาโรคมะเร็ง ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น

บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทฯ ในเครือ BGI Genomics ที่ก่อตั้งในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ได้รับมาตรฐาน ISO15189, ISO15190 และ ISO/IEC 27001:2022 จากสถาบันมาตรฐานอังกฤษ (BSI) ให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมที่ครอบคลุมในหลายด้าน ได้แก่
- การตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรมของทารกในครรภ์มารดา
- การตรวจคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรมสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตร หรือมีบุตรยาก
- การตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนก่อมะเร็ง เพื่อยาในการรักษาแบบเฉพาะบุคคล
- การตรวจคัดกรองความเสี่ยงยีนก่อโรคการเกิดมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
- การตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมเฉพาะบุคคลเพื่อวางแผนสุขภาพและชะลอวัย
ติดต่อเรา
โทร: 094 616 6878
อีเมล: marketing@bangkokgenomics.com
เว็บไซต์: https://www.bangkokgenomics.com
ที่อยู่: 3689 ถนนพระราม 4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กทม. 10110
เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ 8.30-17.30 น., เสาร์ 9.00-15.00 น.


