แชร์

การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า: รักษา “ตรงจุด”

1114 ผู้เข้าชม

การพัฒนาทางการแพทย์ปัจจุบันได้นำมาซึ่งนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยหนึ่งในความก้าวหน้าที่สำคัญ คือ การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) เป็นการใช้ยา/ชีววัตถุที่ออกฤทธิ์กับโมเลกุลหรือสัญญาณจำเพาะซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและการกระจายของเซลล์มะเร็ง จัดเป็นรากฐานสำคัญของการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ในมะเร็งวิทยา จุดเด่นคือ ความจำเพาะของเป้าหมาย ซึ่งอาจช่วยควบคุมโรคได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับวิธีดั้งเดิมในผู้ป่วยบางราย อย่างไรก็ดี ประสิทธิผลมักขึ้นอยู่กับชนิดมะเร็ง ชนิดการกลายพันธุ์ และบริบทการรักษารวม (เช่น การผ่าตัด/คีโม/รังสี) แพทย์จึงต้องประเมินแบบรายบุคคลเสมอ ดังนั้นการตรวจมะเร็ง การตรวจหายีนมะเร็งเพื่อค้นหายีนกลายพันธุ์ในผู้ป่วยมะเร็งที่สามารถใช้เป็นเป้าหมายในการรักษา ทำให้สามารถเลือกใช้ยาสำหรับรักษามะเร็งที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

ในบทความนี้ จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าให้มากขึ้น ทั้งความหมาย หลักการรักษา ประเภทของยามุ่งเป้ามะเร็ง ความแตกต่างจากการรักษาแบบอื่น ผลข้างเคียงยามุ่งเป้า รวมถึงบทบาทสำคัญของการตรวจยีนหายามุ่งเป้าในการวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า คืออะไร?

การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) เป็นแนวทางการรักษาโรคมะเร็งที่ใช้ยาเฉพาะทาง ซึ่งออกแบบมาให้ ออกฤทธิ์กับกลไกหรือโปรตีนจำเพาะ ที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติมากเกินไป

ยามุ่งเป้าไม่ได้ ฆ่า เซลล์มะเร็งโดยตรงเหมือนยาเคมีบำบัด แต่จะ ยับยั้งการส่งสัญญาณ ที่ทำให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวหรืออยู่รอด ทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งช้าลง และช่วยควบคุมโรคได้ในบางกรณี ทั้งนี้ ประสิทธิผลของการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง การกลายพันธุ์ของยีน และการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย

โดยทั่วไป การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าจะทำให้ผู้ป่วยบางรายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยวิธีการรักษาโรคมะเร็งอื่น ๆ เช่น เคมีบำบัดในบางระยะของโรค อย่างไรก็ตาม การรักษาก็ยังคงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และไม่สามารถใช้แทนวิธีการรักษามาตรฐานทั้งหมดได้

หลักการทำงานของการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า

การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ตั้งอยู่บนแนวคิดของการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) และการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ซึ่งเน้นการรักษาโดยอ้างอิงข้อมูลทางพันธุกรรมของผู้ป่วยแต่ละราย แทนที่จะใช้วิธีเดียวกันกับผู้ป่วยทุกคนที่เป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน

โดยแนวคิดนี้ มาจากความเข้าใจว่า มะเร็งแต่ละชนิดมีรหัสพันธุกรรมเฉพาะตัว การกลายพันธุ์ของยีนบางชนิดอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวไม่หยุด และการระบุยีนเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สามารถเลือกใช้ยาที่ตรงกับกลไกของโรคได้มากขึ้น

ยามุ่งเป้าจึงทำงานโดย ขัดขวางจุดอ่อนเฉพาะของเซลล์มะเร็ง ผ่านกลไกสำคัญหลายประการ เช่น

  • การยับยั้งสัญญาณการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง (Signal inhibition):
    ยาจะจับกับโปรตีนหรือตัวรับสัญญาณบนผิวเซลล์ เช่น EGFR หรือ HER2 เพื่อหยุดการส่งสัญญาณที่กระตุ้นให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวต่อเนื่อง
  • การยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Anti-angiogenesis):
    ยาจะขัดขวางการสร้างหลอดเลือดที่มาเลี้ยงก้อนมะเร็ง ทำให้เนื้องอกได้รับสารอาหารลดลงและชะลอการเจริญเติบโต
  • การเสริมฤทธิ์ของภูมิคุ้มกัน (Immune modulation):
    ยามุ่งเป้าบางชนิดช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันตรวจจับและกำจัดเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การนำสารออกฤทธิ์เข้าสู่เซลล์มะเร็งโดยตรง (Targeted drug delivery):
    บางยาถูกออกแบบให้จับกับโปรตีนจำเพาะบนเซลล์มะเร็งเพื่อนำยาเคมีบำบัดหรือสารพิษไปออกฤทธิ์เฉพาะในจุดนั้น

กลไกเหล่านี้ช่วยให้การรักษามะเร็งสามารถ มุ่งเป้า ได้แม่นยำขึ้น ลดผลกระทบต่อเซลล์ปกติในร่างกาย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายที่เหมาะกับยามุ่งเป้า การตรวจหายีนกลายพันธุ์และการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังคงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเริ่มการรักษา

การตรวจยีนมะเร็ง  มีบทบาทสำคัญในการวางแผนการรักษาแบบมุ่งเป้า เพราะช่วยให้แพทย์ทราบว่าผู้ป่วยมียีนกลายพันธุ์ใดที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง และสามารถเลือกใช้ยาที่ออกฤทธิ์กับยีนหรือโปรตีนเป้าหมายนั้นได้อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยมะเร็งทุกคนที่จะมียีนกลายพันธุ์ที่ ตอบสนอง ต่อการรักษาแบบมุ่งเป้าได้เสมอไป การตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อคัดกรองหากลุ่มผู้ป่วยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์สูงสุดจากการรักษาประเภทนี้

รูปแบบของยีนกลายพันธุ์ในผู้ป่วยมะเร็งที่พบได้บ่อยและยามุ่งเป้าที่เกี่ยวข้อง

  • EGFR (Epidermal Growth Factor Receptor): พบในผู้ป่วยมะเร็งปอด ชนิด nonsmall cell lung cancer (NSCLC) บางราย ทำให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวรวดเร็ว
    • ยาที่มักใช้ในกลุ่มนี้ ได้แก่ Osimertinib หรือ Gefitinib ซึ่งยับยั้งการทำงานของโปรตีน EGFR ที่กลายพันธุ์
  • HER2 (Human Epidermal Growth Factor Receptor 2): พบในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และมะเร็งกระเพาะอาหารบางราย
    • ยาที่ใช้รักษา เช่น  Trastuzumab ซึ่งออกฤทธิ์จับกับโปรตีน HER2 เพื่อยับยั้งการส่งสัญญาณการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
  • BRAF (vRaf murine sarcoma viral oncogene homolog B1): พบในผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่บางส่วน
    • ยาที่เกี่ยวข้อง เช่น Vemurafenib หรือ Dabrafenib ที่ช่วยยับยั้งโปรตีน BRAF ที่กลายพันธุ์ (โดยเฉพาะ V600E)

* การเลือกใช้ยามุ่งเป้าแต่ละชนิดต้องอิงจากผลการตรวจยีนและแนวทางของแพทย์ตามมาตรฐานสากล เช่น NCCN หรือ ESMO

ยามุ่งเป้ามีกี่ประเภท

ยามุ่งเป้าสำหรับการรักษาโรคมะเร็งสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่

ยามุ่งเป้าแบบกิน (Oral Targeted Therapy)

ยามุ่งเป้าแบบกินเป็นยาในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูลสำหรับรับประทาน ซึ่งเป็นกลุ่มยาโมเลกุลขนาดเล็ก (Small-molecule drugs) ที่สามารถเข้าสู่เซลล์ได้โดยตรง ทำให้ผู้ป่วยสามารถทานได้เองที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องเดินทางมารักษาที่โรงพยาบาล ภายใต้การติดตามของแพทย์อย่างต่อเนื่อง  ระยะเวลาการใช้ยาแตกต่างกันไปตามชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค และการตอบสนองของผู้ป่วย

  • ตัวอย่างยามุ่งเป้าแบบกิน เช่น Osimertinib, Gefitinib, Erlotinib

ยามุ่งเป้าแบบฉีด (Injectable/IV Targeted Therapy)

ยามุ่งเป้าแบบฉีดเป็นยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ (Monoclonal antibodies) ซึ่งเป็นโปรตีนขนาดใหญ่ที่สามารถถูกย่อยในระบบทางเดินอาหารได้ จึงต้องมีการให้ยาดังกล่าวผ่านการฉีดเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์และมีประสิทธิภาพที่สุด

ตัวอย่างยามุ่งเป้าแบบฉีด เช่น

  • Trastuzumab ใช้ในมะเร็งเต้านม / กระเพาะอาหารที่แสดง HER2 สูง
  • Bevacizumab ใช้ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ของก้อนมะเร็ง

การเลือกรูปแบบยาที่เหมาะสม

การเลือกรูปแบบยาที่เหมาะสมสำหรับการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้านั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ อาทิ

  • ชนิดและระยะของมะเร็ง
  • การกลายพันธุ์ที่พบ
  • สภาพร่างกายและโรคประจำตัวของผู้ป่วย
  • ความสะดวกในการเข้ารับการรักษา
  • ความพร้อมและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์

โดยแพทย์จะพิจารณาจากข้อมูลผลตรวจของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อวางแผนการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า ต่างจากเคมีบำบัดอย่างไร

หลายคนอาจสงสัยว่าทั้ง "ยามุ่งเป้า" และ "ยาเคมีบำบัด" ต่างก็เป็นการใช้ยาเพื่อยับยั้งหรือทำลายเซลล์มะเร็ง แล้วทั้งสองวิธีนี้ต่างกันอย่างไร

ในความเป็นจริง ทั้งสองแนวทางมี "จุดมุ่งหมายเดียวกัน" คือ การควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง แต่ แตกต่างกันในระดับของกลไกการออกฤทธิ์และความจำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง

ความแตกต่างในกลไกการทำงาน

ยามุ่งเป้า

ยามุ่งเป้าออกแบบมาเพื่อยับยั้งโปรตีนหรือยีนกลายพันธุ์เฉพาะ ที่มีบทบาทในการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ยาจะออกฤทธิ์เจาะจงต่อกลไกที่เป็น จุดอ่อน ของมะเร็งชนิดนั้น ๆ
โดยก่อนเริ่มการรักษา แพทย์จำเป็นต้องทำการตรวจยีน (Genetic Testing) เพื่อระบุว่าผู้ป่วยมียีนกลายพันธุ์ที่ตรงกับยามุ่งเป้าหรือไม่

เนื่องจากยามุ่งเป้ามีความจำเพาะสูง ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมัก "เฉพาะเจาะจงตามชนิดของยา" เช่น ผื่นผิวหนัง ความดันโลหิตสูง หรือท้องเสีย แต่โดยทั่วไปมักรุนแรงน้อยกว่าเคมีบำบัด

เคมีบำบัด

ยาเคมีบำบัดจะออกฤทธิ์ต่อเซลล์ที่แบ่งตัวเร็วทุกชนิด ไม่เฉพาะกับเซลล์มะเร็งเท่านั้น จึงอาจกระทบต่อเซลล์ปกติ เช่น เซลล์รากผม เซลล์เยื่อบุลำไส้ หรือเซลล์เม็ดเลือด ส่งผลให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ เม็ดเลือดต่ำ และอ่อนเพลีย

ถึงแม้ผลข้างเคียงจะมากกว่า แต่เคมีบำบัดยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่มียีนกลายพันธุ์ที่ตอบสนองต่อยามุ่งเป้า หรือใช้ร่วมกับยามุ่งเป้าเพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการรักษา

สรุปในภาพรวม:

  • การรักษาแบบมุ่งเป้าเหมาะกับผู้ป่วยที่ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีนที่มียาออกฤทธิ์เฉพาะ
  • เคมีบำบัดยังเป็นพื้นฐานการรักษาที่สำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีตัวบ่งชี้ทางพันธุกรรมที่ใช้ยามุ่งเป้าได้
เนื้อหานี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับตนเอง

ผลข้างเคียงยามุ่งเป้า มีอะไรบ้าง

แม้ว่าผลข้างเคียงยามุ่งเป้าจะน้อยกว่าเคมีบำบัด แต่ผู้ป่วยอาจพบอาการข้างเคียงบางอย่างขึ้นอยู่กับชนิดของยาและการตอบสนองของร่างกาย โดยผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่

  • มีผื่นแดง ผิวแห้ง คันตามร่างกาย
  • มีอาการท้องเสีย หรืออาจมีอาการท้องผูก คลื่นไส้และอาเจียน
  • ความดันโลหิตสูง หรือมีปัญหาเส้นเลือดอุดตัน แผลหายช้า
  • อ่อนเพลียง่าย
  • แผลในปาก หรือเยื่อบุช่องปากอักเสบ
  • เล็บอาจแตกหักง่าย เส้นผมหลุดร่วง หรือมีอาการเล็บและเส้นผมเปลี่ยนสี

การติดตามและรายงานอาการต่อแพทย์อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถปรับแผนการรักษาได้อย่างปลอดภัย

ผู้ป่วยกลุ่มใดที่สามารถเข้ารับการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า

  • ผู้ป่วยที่ตรวจพบยีนกลายพันธุ์หรือโปรตีนจำเพาะที่มียาออกฤทธิ์ได้ตรงจุด
  • ผู้ที่อยู่ในระยะของโรคซึ่งสามารถใช้ยามุ่งเป้าร่วมกับวิธีอื่น เช่น เคมีบำบัดหรือรังสีรักษา
ทั้งนี้ การรักษาแบบมุ่งเป้าไม่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล

บทบาทของการตรวจยีนหายามุ่งเป้า ในการวางแผนการรักษา

การตรวจยีนหายามุ่งเป้า (Molecular Profiling หรือ Genetic Testing for Targeted Therapy) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การรักษามะเร็งมีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น เพราะช่วยระบุว่าผู้ป่วยมียีนกลายพันธุ์หรือความผิดปกติทางโมเลกุลใดที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง และสามารถใช้เป็น เป้าหมาย ของการรักษาได้หรือไม่

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การตรวจยีนคือ จุดเริ่มต้นของการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ที่เชื่อมโยงระหว่าง พันธุกรรมของมะเร็ง กับ ยาที่ออกฤทธิ์ตรงจุด หากไม่พบการกลายพันธุ์ที่มียามุ่งเป้าออกฤทธิ์ได้ การใช้ยานั้นอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และอาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการเลือกวิธีการรักษาอื่นที่เหมาะสมกว่าในเวลานั้น

นอกจากช่วยระบุเป้าหมายทางยาแล้ว การตรวจยีนมะเร็งยังช่วย

  • ประเมินโอกาสการตอบสนองต่อยา (Drug Response Prediction)
  • คาดการณ์ภาวะดื้อยาในอนาคต (Drug Resistance Monitoring)
  • เลือกแนวทางรักษาที่มีโอกาสได้ผลดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

การใช้เทคโนโลยีการตรวจยีนที่ทันสมัยในปัจจุบัน เช่น การตรวจรหัสทางพันธุกรรมแบบครอบคลุม (Comprehensive Genetic Testing) ด้วยเทคโนโลยี Next Generation Sequencing (NGS) ซึ่งสามารถวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมของยีนหลายร้อยถึงหลายพันยีนได้ในครั้งเดียว สามารถค้นหาความผิดปกติหลายรูปแบบในเวลาเดียวกัน เช่น

  • การกลายพันธุ์ของเบส (Single Nucleotide Variant, SNV)
  • การแทรกหรือลบของลำดับพันธุกรรม (Indel)
  • การเปลี่ยนแปลงจำนวนสำเนายีน (Copy Number Variation, CNV)
  • การรวมตัวของยีนผิดปกติ (Fusion / Rearrangement)
  • ดัชนีความไม่เสถียรของไมโครแซทเทลไลต์ (MSI)
  • ภาระการกลายพันธุ์ในระดับจีโนม (TMB)
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์เข้าใจลักษณะทางชีววิทยาของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย และสามารถเชื่อมโยงไปยังแนวทางการรักษาที่มีหลักฐานทางคลินิกรองรับได้ตรงจุดมากขึ้น

การตรวจยีนหายามุ่งเป้าไม่เพียงช่วยให้แพทย์เลือกยาที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการ "วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล" อย่างรอบด้าน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ตรงกับกลไกของโรค และลดความเสี่ยงจากการใช้ยาที่อาจไม่ได้ผลในรายนั้น ๆ

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางการแพทย์ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการตรวจและการรักษาที่เหมาะสมกับตนเอง

แพ็กเกจตรวจยีนกลายพันธุ์ OncoPress

การตรวจยีนหายามุ่งเป้าเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการวางแผนการรักษาที่แม่นยำ Bangkok Genomics Innovation มีบริการตรวจยีนสำหรับผู้ป่วยมะเร็งผ่านแพ็กเกจ OncoPress ซึ่งมี 2 แพ็กเกจหลัก คือ

  • OncoPress Key: ตรวจ 188 ยีน ครอบคลุมการกลายพันธุ์ประเภท SNV, InDel, CNV, Fusion/Rearrangement, MSI และ HRR เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการตรวจหายีนกลายพันธุ์ที่พบบ่อยในมะเร็ง
  • OncoPress Premium: ตรวจ 1,021 ยีน ครอบคลุมการกลายพันธุ์ประเภท SNV, InDel, CNV, Fusion/Rearrangement, MSI, TMB, HRR และตัวบ่งชี้ทางชีวภาพอื่น ๆ อีกกว่า 30 รายการ

การตรวจด้วย OncoPress ใช้เทคโนโลยี Next Generation Sequencing (NGS) ที่มีความแม่นยำสูง สามารถตรวจวิเคราะห์ยีนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งได้หลากหลาย และครอบคลุมการกลายพันธุ์ของยีนได้หลายประเภท เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับยีนกลายพันธุ์ที่มี และช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ Bangkok Genomics Innovation ยังมีบริการ OncoPress Monitoring สำหรับติดตามการกลายพันธุ์ของยีนในเซลล์มะเร็งที่หลงเหลือหลังการรักษา (Minimal Residual Disease: MRD) เพื่อเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำของโรค เพื่อการดูแลร่างกายที่ครอบคลุม และสามารถดำเนินการรักษาได้อย่างทันท่วงที

การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าถือเป็นนวัตกรรมที่สำคัญในการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน ด้วยแนวคิดที่มุ่งเน้นการรักษาอย่างจำเพาะต่อกลไกของโรค ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาที่สอดคล้องกับลักษณะทางพันธุกรรมของผู้ป่วยได้มากขึ้น การรักษาประเภทนี้มีจุดเด่นคือ ความจำเพาะต่อยีนกลายพันธุ์ในผู้ป่วยมะเร็ง  ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบต่อเซลล์ปกติและส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นระหว่างการรักษา อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง การกลายพันธุ์ของยีน และการตอบสนองของร่างกายในแต่ละบุคคล

สิ่งสำคัญที่สุดของการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า คือ การวินิจฉัยที่ถูกต้องและการตรวจยีนอย่างแม่นยำ เพื่อระบุยีนกลายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับโรค และช่วยให้แพทย์สามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์

บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทฯ ในเครือ BGI Genomics ที่ก่อตั้งในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ได้รับมาตรฐาน ISO15189, ISO15190 และ ISO/IEC 27001:2022 จากสถาบันมาตรฐานอังกฤษ (BSI) ให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมที่ครอบคลุมในหลายด้าน ได้แก่

  • การตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรมของทารกในครรภ์มารดา
  • การตรวจคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรมสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตร หรือมีบุตรยาก
  • การตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนก่อมะเร็ง เพื่อยาในการรักษาแบบเฉพาะบุคคล
  • การตรวจคัดกรองความเสี่ยงยีนก่อโรคการเกิดมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • การตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมเฉพาะบุคคลเพื่อวางแผนสุขภาพและชะลอวัย

ติดต่อเรา

โทร: 094 616 6878
อีเมล: marketing@bangkokgenomics.com
เว็บไซต์: https://www.bangkokgenomics.com
ที่อยู่: 3689 ถนนพระราม 4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กทม. 10110
เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ 8.30-17.30 น., เสาร์ 9.00-15.00 น.


บทความที่เกี่ยวข้อง
รูปภาพ1_45ff6b30_png
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับบริษัท บีจีไอ เซินเจิ้น จำกัด (BGI ShenZhen Co., Ltd.) และบริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน)
336363747_224491093479434_8914988996709399726_n
วันที่ 10 มีนาคม 2566 บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัดและ BGI Shenzhen Co., Ltd. เพื่อประชาสัมพันธ์การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ด้วยวิธี multi-target fecal DNA based assay ภายใต้แบรนด์ COLOTECT โดยมี นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร กรรมการบริษัทฯ, ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด และ Yin Ye, Executive Director and CEO of BGI Shenzhen Co., Ltd. เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามในครั้งนี้
 เบต้า-อะไมลอยด์
ทำความรู้จักเบต้า-อะไมลอยด์ให้มากขึ้น ว่าโปรตีนชนิดนี้คืออะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง ทำไมถึงเกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ และวิธีการดูแลป้องกันตนเอง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy