แชร์

มะเร็งระยะที่ 4 กับความหวังใหม่ในการรักษาและการดูแลแบบองค์รวม

74307 ผู้เข้าชม
มะเร็งระยะที่ 4 กับความหวังใหม่ในการรักษาและการดูแลแบบองค์รวม

มะเร็งระยะที่ 4 หรือมะเร็งระยะลุกลาม สำหรับบางคนอาจถือเป็นคำพิพากษาสุดท้ายของชีวิต แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ของการรักษาในระยะนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งเป็นสำคัญ เช่น มะเร็งบางชนิดในระยะที่ 4 เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก อาจตอบสนองต่อการรักษาได้ดีจนผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกนานนับปีหรือแม้กระทั่งหลายสิบปีด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายหลายราย ต่างมีทางเลือกการรักษาที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงแนวทางการดูแลและประคับประคองสุขภาพ ช่วยให้ผู้ป่วยมีอายุที่ยืนยาว พร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดี

และเพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งระยะที่ 4 ให้มากขึ้น มาทำความรู้จักกับความหมายมะเร็งระยะที่ 4 รวมถึงวิธีการรักษา การดูแลสุขภาพและการสนับสนุนผู้ป่วยให้มีกำลังกายและใจที่ดีขึ้น และอาจเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้

 

มะเร็งระยะที่ 4 คืออะไร

มะเร็งระยะที่ 4 หรือมะเร็งระยะลุกลาม (Metastatic Cancer) คือระยะที่เซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายออกจากอวัยวะต้นกำเนิด ไปสู่อวัยวะอื่น ๆ ที่อยู่ห่างออกไปในร่างกาย เช่น จากปอดไปตับ จากลำไส้ไปปอด หรือจากเต้านมไปกระดูก โดยการแพร่กระจายมักเกิดผ่านทางกระแสเลือดหรือระบบน้ำเหลือง ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่เซลล์มะเร็งสามารถเดินทางไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

ในระยะนี้ มะเร็งถือว่ามีความรุนแรงมาก และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้น้อย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกกรณีของมะเร็งระยะที่ 4 จะเหมือนกัน เพราะปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อแนวโน้มของโรค ได้แก่ ชนิดของมะเร็ง ตำแหน่งที่แพร่กระจาย ภาวะสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และการตอบสนองต่อการรักษา

ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามมีทางเลือกในการรักษาหลากหลายมากขึ้น เช่น เคมีบำบัด ภูมิคุ้มกันบำบัด ยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy) และการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) เพื่อบรรเทาอาการ เจ็บปวด และเสริมคุณภาพชีวิต

แม้มะเร็งระยะที่ 4 จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในหลายกรณี แต่ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น พร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดี หากได้รับการวางแผนดูแลอย่างเหมาะสมทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม

 

มะเร็งมีกี่ระยะ และมะเร็งระยะลุกลามคือระยะไหน

การแบ่งระยะของโรคมะเร็งทำให้แพทย์สามารถวางแผนรักษาโรคมะเร็งได้อย่างเหมาะสมตามอาการ โดยมะเร็งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ระยะหลัก ดังนี้

มะเร็งระยะที่ 0:
พบเซลล์ผิดปกติในชั้นผิวของเนื้อเยื่อ (Carcinoma in situ) ซึ่งยังไม่ลุกล้ำเข้าไปในเนื้อเยื่อปกติด้านล่าง และยังไม่แพร่กระจายไปที่อื่น แต่มีความเสี่ยงที่จะพัฒนาเป็นมะเร็งชนิดลุกลามหากไม่ได้รับการรักษา

มะเร็งระยะที่ 1:
เซลล์มะเร็งมีขนาดเล็กและยังคงจำกัดอยู่ในอวัยวะที่เป็นต้นกำเนิด ยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรือเนื้อเยื่อรอบข้าง เป็นระยะที่มีโอกาสรักษาให้หายได้สูง

มะเร็งระยะที่ 2:
มะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าระยะที่ 1 อาจเริ่มลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบข้างหรืออาจพบในต่อมน้ำเหลืองหนึ่งหรือสองแห่งใกล้เคียง ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง

มะเร็งระยะที่ 3:
มะเร็งลุกลามอย่างชัดเจนไปยังเนื้อเยื่อหรืออวัยวะใกล้เคียง และมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงในระดับที่มากขึ้น ยังไม่พบการแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ห่างไกล

มะเร็งระยะที่ 4:
เป็นระยะที่มะเร็งแพร่กระจาย (metastasis) ไปยังอวัยวะอื่น ๆ ที่อยู่ห่างจากจุดกำเนิด เช่น ปอด ตับ สมอง กระดูก หรือช่องท้อง โดยการแพร่กระจายสามารถเกิดได้จากหลายกลไก ได้แก่:

  • ผ่านกระแสเลือด: เซลล์มะเร็งเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต และแพร่ไปยังอวัยวะต่าง ๆ
  • ผ่านระบบน้ำเหลือง: เซลล์มะเร็งเข้าสู่ระบบน้ำเหลืองและกระจายผ่านต่อมน้ำเหลืองไปยังบริเวณอื่น
  • การลุกลามโดยตรง: เซลล์มะเร็งลุกลามไปยังเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่อยู่ติดกันโดยตรง

ด้วยการแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ห่างไกลจากต้นกำเนิดมะเร็ง ทำให้การรักษาโรคมะเร็งระยะที่ 4 นี้มีความซับซ้อนขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าโรคมะเร็งระยะที่ 4 จะไม่มีโอกาสในการรักษาให้หายขาดเสียทีเดียว

 

สัญญาณของมะเร็งระยะสุดท้ายที่ควรสังเกต

การรับรู้และเข้าใจอาการของมะเร็งระยะสุดท้าย หรือระยะลุกลาม (ระยะที่ 4) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดูแลผู้ป่วยอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต โดยสัญญาณที่พบบ่อยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้

1. อาการทางกายภาพ

อาการทางกายของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งและตำแหน่งที่แพร่กระจาย แต่โดยรวมแล้วมักพบอาการสำคัญ เช่น

  • อ่อนเพลียเรื้อรัง แม้ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ
  • น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • ปวดเรื้อรังหรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหากมีการแพร่กระจายไปยังกระดูก

เมื่อมะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ จะเกิดอาการเฉพาะที่ เช่น

  • ปอด: หายใจลำบาก ไอเรื้อรัง หรือไอเป็นเลือด
  • ตับ: ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องบวม หรือรู้สึกแน่นบริเวณชายโครงขวา
  • สมอง: ปวดศีรษะรุนแรง ชัก หรือมีอาการเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรง การรับรู้เปลี่ยนไป

2. อาการทางจิตใจและพฤติกรรม

ผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 4 มักประสบภาวะทางจิตใจจากทั้งผลของโรคและผลข้างเคียงของการรักษา เช่น

  • ความวิตกกังวล
  • ภาวะซึมเศร้า
  • ความกลัวหรือความรู้สึกสิ้นหวัง

อาจมีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม เช่น

  • หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม
  • ถอนตัวจากกิจกรรมที่เคยชื่นชอบ
  • การนอนหลับเปลี่ยนไป เช่น นอนไม่หลับ หรือหลับมากกว่าปกติ

การดูแลทางจิตใจจึงเป็นส่วนสำคัญของการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ หรือการสนับสนุนจากครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด

3. ความเปลี่ยนแปลงในการทำงานของอวัยวะ

มะเร็งที่ลุกลามมักส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะปลายทางที่ได้รับผลกระทบ เช่น

  • ตับ: อาจเกิดภาวะตับวาย ส่งผลให้มีอาการบวม เหลือง และการทำงานของร่างกายโดยรวมลดลง
  • ไต: อาจเกิดภาวะไตวาย ทำให้มีของเสียคั่งในร่างกาย อ่อนเพลีย หรือบวมน้ำ
  • ปอด: การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ทำให้หายใจติดขัดหรือเกิดภาวะพร่องออกซิเจน

การติดตามอาการอย่างใกล้ชิด รวมถึงการประเมินการทำงานของอวัยวะอย่างต่อเนื่องโดยแพทย์ผู้ดูแล จะช่วยให้สามารถปรับแนวทางการดูแลให้เหมาะสมกับผู้ป่วยในแต่ละรายได้มากที่สุด

 

มะเร็งระยะที่ 4 รักษาหายได้หรือไม่? และอยู่ได้นานแค่ไหน?

หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดจากผู้ป่วยและครอบครัว คือ มะเร็งระยะที่ 4 สามารถรักษาให้หายได้หรือไม่ และผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ได้นานเพียงใด

ในทางการแพทย์ เรามักใช้อัตรา "การรอดชีวิต 5 ปี" (Five-Year Survival Rate) เป็นตัวชี้วัด โดยหมายถึงสัดส่วนของผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตอยู่หลังจากได้รับการวินิจฉัยหรือเริ่มรักษาเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งตัวเลขนี้จะแตกต่างกันไปตามชนิดของมะเร็ง ตัวอย่างเช่น:

  • มะเร็งเต้านมระยะที่ 4: อัตรารอดชีวิตประมาณ 32%
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 4: อัตรารอดชีวิตประมาณ 13%
  • มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา: อัตรารอดชีวิตประมาณ 35%

แม้ตัวเลขเหล่านี้อาจฟังดูน้อย แต่เป็น เพียงค่าเฉลี่ยทางสถิติ ซึ่งไม่ได้สะท้อนโอกาสของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง เนื่องจากผู้ป่วยบางรายสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานกว่านั้น โดยเฉพาะหากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกของการลุกลาม และมีการตอบสนองต่อการรักษาที่ดี

ในบางกรณี ผู้ป่วยอาจมีผลตรวจไม่พบเซลล์มะเร็งหลงเหลือ (Minimal Residual Disease: MRD) ซึ่งช่วยยืดเวลาการกลับเป็นซ้ำของโรค และเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

สรุปคือ แม้ว่าโอกาสในการ "หายขาด" จากมะเร็งระยะที่ 4 จะมีจำกัด แต่ก็ยังคงมีความหวังในการควบคุมโรค ยืดอายุ และใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้ หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง

 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพยากรณ์โรค

การพยากรณ์โรค (Prognosis) คือการประเมินแนวโน้มของโรค เช่น โอกาสรอดชีวิต การตอบสนองต่อการรักษา และคุณภาพชีวิตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะของมะเร็งเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีหลายปัจจัยร่วมที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ของโรค ดังนี้: ชนิดของมะเร็ง รวมถึงตำแหน่งและขอบเขตของการแพร่กระจาย การตรวจมะเร็งอย่างทันท่วงที เพื่อหาชนิดของการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมและการตอบสนองต่อการรักษา อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ความพร้อมในการรักษาและเข้าถึงบริการ และสุดท้ายปัจจัยทางจิตใจและสังคม

ยีนก่อโรคมะเร็งบางชนิดจึงมีความสำคัญต่อการพยากรณ์โรค เช่น การกลายพันธุ์ของยีน EGFR ในมะเร็งปอด การกลายพันธุ์ของยีน HER2 ในมะเร็งเต้านม และยีน BRAF ในมะเร็งผิวหนัง ผู้ป่วยที่มีการกลายพันธุ์เหล่านี้มักมีการพยากรณ์โรคที่ดีกว่าเมื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสม

 

แนวทางการรักษามะเร็งระยะสุดท้าย

ยารักษามะเร็งระยะสุดท้าย

ในปัจจุบัน ยารักษามะเร็งระยะสุดท้ายมีความหลากหลายมากขึ้น และสามารถแบ่งได้หลายกลุ่มหลัก ได้แก่ เคมีบำบัดแบบดั้งเดิม (Chemotherapy) การใช้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) และฮอร์โมนบำบัด (Hormone Therapy) โดยการรักษาด้วยวิธีการเหล่านี้ได้สร้างความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วยหลายราย เช่น อัตราการรอดชีวิต 10 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังระยะลุกลามที่ได้รับภูมิคุ้มกันบำบัดแบบ Nivolumab ร่วมกับ Ipilimumab เพิ่มขึ้นถึง 52% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านการแพทย์ในการเอาชนะมะเร็งระยะสุดท้าย

การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า

การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าเป็นรูปแบบการรักษาที่ออกแบบมาเพื่อโจมตีจุดอ่อนเฉพาะของเซลล์มะเร็งแต่ละชนิด โดยการตรวจยีนหายามุ่งเป้า จะยึดเป้าหมายที่โปรตีนหรือเส้นทางการส่งสัญญาณที่ผิดปกติในเซลล์มะเร็ง โดยที่ยาเหล่านี้มีประสิทธิภาพสูงและมีผลข้างเคียงน้อยกว่าเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม

ตัวอย่างยามุ่งเป้าที่สำคัญ ได้แก่

  • Trastuzumab (Herceptin): สำหรับมะเร็งเต้านมที่แสดงออกถึงโปรตีน HER2
  • Osimertinib (Tagrisso): สำหรับมะเร็งปอดที่มีการกลายพันธุ์ EGFR 
  • Vemurafenib (Zelboraf): สำหรับมะเร็งผิวหนังที่มีการกลายพันธุ์ BRAF

การตรวจยีนหายารักษามะเร็ง (OncoPress)

การตรวจยีนหายารักษามะเร็ง ด้วยวิธี OncoPress เป็นการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมของเนื้องอกเพื่อค้นหาการกลายพันธุ์หรือความผิดปกติทางพันธุกรรมที่สามารถใช้เป็นเป้าหมายในการรักษา และช่วยให้แพทย์สามารถเลือกยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่มีประสิทธิภาพ และลดผลข้างเคียงในการรักษา

OncoPress ใช้เทคโนโลยี Next-Generation Sequencing (NGS) ในการวิเคราะห์ยีนหลายร้อยยีนพร้อมกัน ช่วยระบุการกลายพันธุ์ที่สามารถรักษาได้ ทำนายการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันบำบัด และให้ข้อมูลการพยากรณ์โรคที่แม่นยำมากขึ้น

การจับคู่ยากับการกลายพันธุ์ที่เหมาะสมช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองในเคมีบำบัดทั่วไปจาก 20-40% ให้เพิ่มขึ้นถึง 70-80% ในการรักษาแบบมุ่งเป้า นอกจากนี้ยังช่วยลดผลข้างเคียงและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น

การรักษาแบบประคับประคอง

การรักษามะเร็งระยะสุดท้าย ไม่ได้หมายถึงการรักษาเพื่อให้หายขาดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่มุ่งเน้นการลดอาการเจ็บป่วย เพิ่มคุณภาพชีวิต และให้การสนับสนุนทางจิตใจ โดยการรักษาแบบประคับประคองไม่ใช่การรักษาระยะท้ายเท่านั้น แต่ควรทำตั้งแต่ช่วงเริ่มการวินิจฉัย ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวขึ้นและมีคุณภาพชีวิตดีกว่า

 

การดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 4

การดูแลอาการเจ็บปวด

การจัดการความเจ็บปวดเป็นส่วนสำคัญของการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 4 อาการปวดเหล่านี้อาจเกิดจากเนื้องอกที่กดทับอวัยวะ การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง รวมถึงผลข้างเคียงจากการรักษา การจัดการอาการปวดจึงต้องใช้แนวทางดูแลหลายระดับ ตั้งแต่การใช้ยาแก้ปวดทั่วไป จนถึงยาระงับปวดแบบรุนแรง เช่น มอร์ฟีน หรือวิธีการรักษาเสริมอื่น ๆ ได้แก่ การฉายรังสีเพื่อลดขนาดเนื้องอก การฉีดยาเสื่อมประสาทเฉพาะที่ การฝังเข็ม และเทคนิคการผ่อนคลายร่างกายที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การดูแลโภชนาการ

โภชนาการที่เหมาะสมเป็นส่วนสำคัญของการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 4 ผู้ป่วยมักมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน และน้ำหนักลด การเตรียมอาหารจึงควรเน้นโปรตีนที่เพียงพอเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ มีปริมาณแคลอรีที่เพียงพอสำหรับร่างกาย และมีวิตามิน แร่ธาตุ และสารอื่น ๆ ครบถ้วน

และควรปรับเปลี่ยนเมนูให้เหมาะกับอาการของผู้ป่วย หากมีอาการคลื่นไส้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง หากมีปัญหาการกลืน ควรปรับเมนูอาหารให้นุ่มหรือเป็นของเหลว หรือแม้แต่ในบางกรณี ก็อาจต้องใช้อาหารทางหลอดหรือทางเส้นเลือด

การดูแลจิตใจ

การดูแลสุขภาพจิตเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของการรักษาแบบองค์รวม (Holistic  Wellness) ผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 4 ที่ไม่เพียงเน้นการควบคุมโรค แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความสบายใจ และความหมายของชีวิตในทุกช่วงเวลา มักประสบปัญหาทางจิตใจ เช่น ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ความกลัวต่อการเสียชีวิต และความรู้สึกสิ้นหวัง 

การสนับสนุนทางจิตใจอาจรวมถึงการให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว การรักษาด้วยยาต้านซึมเศร้าหากจำเป็น การเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนผู้ป่วย และการทำกิจกรรมที่ช่วยลดความเครียด เช่น การฝึกสมาธิ โยคะ หรือศิลปะบำบัด

การเป็นมะเร็งระยะที่ 4 ในปัจจุบันอาจไม่ใช่จุดจบของชีวิตอีกต่อไป ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ การตรวจสุขภาพแบบครอบคลุม และการดูแลรักษาแบบองค์รวม ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพมากขึ้น  แต่สิ่งสำคัญ คือ การเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม ทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญ และการรักษาทัศนคติเชิงบวก แม้จะเผชิญกับความท้าทาย เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่การเพิ่มปีให้ชีวิต แต่เป็นการเพิ่มชีวิตให้กับทุกปีที่ยังอยู่ เพราะความหวังยังคงมีอยู่เสมอ และการรักษาใหม่ ๆ กำลังพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทฯ ในเครือ BGI Genomics ที่ก่อตั้งในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ได้รับมาตรฐาน ISO15189, ISO15190 และ ISO/IEC 27001:2022 จากสถาบันมาตรฐานอังกฤษ (BSI) ให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมที่ครอบคลุมในหลายด้าน ได้แก่

  • การตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรมของทารกในครรภ์มารดา
  • การตรวจคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรมสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตร หรือมีบุตรยาก
  • การตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนก่อมะเร็ง เพื่อหาตัวยาในการรักษาแบบเฉพาะบุคคล
  • การตรวจคัดกรองความเสี่ยงยีนก่อโรคการเกิดมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • การตรวจวิเคราะห์กลุ่มโรคติดเชื้อ รวมถึงมะเร็งปากมดลูกและ COVID-19
  • การตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมเฉพาะบุคคลเพื่อวางแผนสุขภาพและชะลอวัย

ติดต่อเรา
โทร: 094 616 6878
อีเมล: marketing@bangkokgenomics.com
เว็บไซต์: https://www.bangkokgenomics.com
ที่อยู่: 3689 ถนนพระราม 4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กทม. 10110
เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ 8.30-17.30 น., เสาร์ 9.00-15.00 น.


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคอัลไซเมอร์คืออะไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับภาวะสมองเสื่อม
โรคอัลไซเมอร์คืออะไร อาการเป็นอย่างไร อัลไซเมอร์หายมั้ย รวมถึงวิธีการดูแล ป้องกัน และวิธีตรวจความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ เพื่อการดูแลและรักษาอย่างทันท่วงที
336363747_224491093479434_8914988996709399726_n
วันที่ 10 มีนาคม 2566 บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัดและ BGI Shenzhen Co., Ltd. เพื่อประชาสัมพันธ์การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ด้วยวิธี multi-target fecal DNA based assay ภายใต้แบรนด์ COLOTECT โดยมี นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร กรรมการบริษัทฯ, ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด และ Yin Ye, Executive Director and CEO of BGI Shenzhen Co., Ltd. เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามในครั้งนี้
PRMD9270_Enhanced_NR
ลงนามความร่วมมือ MOA (Memorandum of Agreement) ด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระหว่างองค์กรของไทยและจีน โดยมี Professor Yingchi Zhang จากสถาบัน Haihe Laboratory of Cell Ecosystem นำทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านเซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดจากประเทศจีนสร้างความร่วมมือกับประเทศไทยในการพัฒนายาสำหรับรักษาโรคมะเร็ง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy